ใน Raspberry pi จะไม่มี Real Time Clock มาให้ เมื่อเราปิดเครื่อง หรือไม่มีไฟฟ้าจ่ายให้กับ Raspberry pi วันที่และเวลาของเครื่องจะไม่เป็นปัจจุบัน วิธีที่จะทําให้เวลาของเครื่องเป็นวันที่ปัจจุบันมีด้วยกัน 2 วิธี ดังนี้
ในบทความนี้เราจะอธิบายวิธีใช้ Real time clock เป็นฐานเวลาให้กับ Raspberry pi ก่อนอื่นมารู้จักกันก่อนว่ามันคืออะไร Real time clock เป็น module ฐานเวลา เนื่องจากตัว module ใช้พลังงานจากถ่านกระดุมขนาดเล็กทําให้ตัว module ทํางานอยู่ตลอดเวลาแม้ไม่ได้จ่ายไฟเลี้ยง
เมื่อ Raspberry pi เริ่มทํางานก็จะไปดึงค่าเวลาจาก Real time clock มาเซ็ตเวลาของเครื่อง ทําให้เวลาของเครื่องตรงกับปัจจุบัน Real time clock ที่ใช้จะเป็นICเบอร์ DS3231 น้าตาของบอร์ดตามรูปด้านล้างครับ

real time clock ด้านหลังจะเป็น ถ่านกระดุม

real time clock การเชื่อมต่อจะเป็นแบบ I2C โดยเราจะต้องต่อสายสัญญานระหว่าง Module กับ Raspberry pi ดังนี้ Raspberry pi ขา SDA<---->Real time clock ขา SDA Raspberry pi ขา SCL<---->Real time clock ขา SCL Raspberry pi ขา 3.3V<---->Real time clock ขา VCC Raspberry pi ขา GND<---->Real time clock ขา GND เมื่อเชื่อมต่อสายสัญญานเรียบร้อยแล้ว ใช้คําสั่งบน Raspberry pi ดังนี้(DS1307 และ DS3231 จะใช้ Driver ตัวเดียวกัน คือ ds1307)
# Load the module now
sudo modprobe i2c-bcm2708
# Notify Linux of the Dallas RTC device (use -0 for Model A or -1 for Model B)
echo ds1307 0x68 | sudo tee /sys/class/i2c-adapter/i2c-1/new_device
Raspberry pi2 ให้ใช้คําสั่ง “echo ds1307 0x68 | sudo tee /sys/class/i2c-adapter/i2c-1/new_device” Raspberry pi ให้ใช้คําสั่ง “echo ds1307 0x68 | sudo tee /sys/class/i2c-adapter/i2c-0/new_device”
ในขณะนี้เราสามารถใช้งาน Real time clock ได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปเราลองดึงค่าเวลาของ Real time clock ออกมา ด้วยคําสั่งนี้
sudo hwclock
ในกรณีที่เราซื้อ Real time clock มาใหม่ เวลาของ module อาจจะไม่ตรง เราอาจจะต้องตั้งเวลาให้กับ module Real time clock ซะก่อน มีขั้นตอนดังนี้
การ Set เวลาให้กับ Module Real time clock คือ
sudo hwclock -w
ถ้าเราต้องการจะดึงเวลาใน Real time clock มา Set ให้กับ Raspberry pi ใช้คําสั่งนี้
sudo hwclock -s
เท่านี้เวลาของ Raspberry pi ก็จะตรงกับปัจจุบัน
ให้เราเปิดไฟล์ “/etc/re.local” ด้วยคําสั่ง nano ดูวิธีใช้คําสั่ง nano คลิก
sudo nano /etc/rc.local
แล้ว เพิ่มคําสั่งนี้ ก่อนบันทัด “exit 0”
echo ds1307 0x68 | sudo tee /sys/class/i2c-adapter/i2c-1/new_device
sudo hwclock -s
Raspberry pi2 ให้ใช้คําสั่ง “echo ds1307 0x68 | sudo tee /sys/class/i2c-adapter/i2c-1/new_device” Raspberry pi ให้ใช้คําสั่ง “echo ds1307 0x68 | sudo tee /sys/class/i2c-adapter/i2c-0/new_device”
เมื่อแก้ไข้ แล้วให้ Reboot เครื่อง หลังจากนี้เวลาเปิด Raspberry pi ขึ้นมาเวลาจะถูก Set เป็นปัจจุบันทุกครั้ง
Raspberry Pi Zero W เป็นรุ่นที่สอง พัฒนามาจากจาก Raspberry Pi Zero รุ่นนี้ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 10$ หรือ ประมาณ 350 บาท สําหรับสิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาในรุ่นมีดังนี้
ไฟฉาย Jetbeam รุ่น Jet-TH20 เป็นไฟฉายรุ่นที่ที่มีความสว่างสูงสุด 3,450 Lumens แสงพุ่งไกลถึง 350 เมตร จุดเด่นของรุ่นนี้คือ สามารถใช้งานได้ในขณะอุณหภูมิติดลบถึง -20°Cใช้แบตเตอรี่ขนาด 18650 หรือ CR123*2 คุณสมบัติโดยทั่วไปดังนี้
สวัสดีครับ กลับมาอีกครั้งหลังจากหายไปไม่ได้เขียน Blog นานมากๆ กลับมาครั้งนี้มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างครับชื่อเว็บเปลี่ยนจากเดิม www.thitiblog.com เป็น thiti.dev แล้วในตอนนี้ และเปลี่ยนจากเดิมที่ใช้ Wordpress มาเป็น Hugo ก็จะมาเล่าให้ฟังว่า Hugo มันคืออะไร ดีอย่างไง ทําไมถึงหันมาใช้ HugoHugo คืออะไรHugo(static site generator) เป็นเครื่องมือสําหรับสร้างเว็บ Page ที่เป็น Static file ล้วนๆ ไม่ต้องมี Database มีเฉพาะไฟล์ html, css, javascript, image ที่จริงก็มีอีกหลายเจ้า แต่ Hugo จะมีจุดเด่นในเรื่องของความเร็ว และความยืดหยุ่นในการใช้งานHugo ดีอย่างไรเมื่อเป็นเว็บแบบ Static file ทำให้สามารถใช้ Static File Hosting ธรรมดาได้เลย ซึ่งจะมีราคาที่ถูก และบางที่ก็ฟรีเนื่องจาก ไม่ต้องใช้ Database และไม่มีการประมวลผลในส่วนของ Backend เพียงแค่โยนไฟล์ออกไปเท่านั้น ทำให้เว็บเร็วมากๆทำ SEO ได้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากเป็นเว็บ แบบ Static fileหมดปัญหาเรื่องการโดน Hack เพราะเว็บทั้งเว็บเป็น Static fileข้อจํากัดของ Hugoไม่สามารถทําเว็บที่มีการเก็บข้อมูลได้ เนื่องจากไม่มี Backend และ Databaseจะต้องมี Hugo ในเครื่องที่ต้องการแก้ไขหรือ เพิ่ม Contentเมื่อมีการ Update content จะต้อง Built ก่อนทําให้ Content จะไม่ถูก Update ในทันทีสรุป Hugo เหมาะกับการสร้างเว็บแบบไหนHugo เป็น Tool สําหรับสร้างเว็บที่เป็น Static website ดังนั้นเว็บที่เหมาะจะเป็นเว็บประเภทเน้นให้บริการ Content เป็นหลัก เช่น Web blog, เว็บแนะนําสินค้า, โรงเรียน ส่วนใหญ่เว็บพวกนี้จะแสดงผลเพียงเนื้อหาอย่างเดียว อาจจะมีการ embedded forms ต่างๆ ได้ เช่น Facebook comment, Form ส่งเมล์ติดต่อสอบถาม, google analytic ฯลฯ จะง่ายในการใช้งาน และจัดการเป็นอย่างมากหลังจากที่ได้ลองเล่น ก็พบว่าเหมาะกับ Web blog ของผมเป็นอย่างมาก เพราะง่ายต่อการจัดการ ระบบไม่ซับซ้อนเกินความจําเป็นสําหรับเว็บที่เน้นนําเสนอข้อมูลเพียงอย่างเดียว และที่สําคัญเป็นมิดรกับ SEO ส่วนในเรื่อง Performance ก็ดีมากเพราะเป็น Static website เราสามารถนําเว็บของเราไปวางที่ Host ไหนก็ได้ ราคาถูก หรือไม่ก็ฟรี อย่างเช่น Google firebase hosting, netlify ฯลฯ ตอนนี้ผมจึงย้ายมาใช้งาน Hugo เป็นที่เรียบร้อย :) ถ้าท่านทําลังมองหาหรือ จะทํา Website ประเภทนี้อยู่ ก็เป็นตัวเลือกที่ดีเลยครับ