สวัสดีครับ เราจะมาดูวิธีการเพิ่มสินค้าใน WooCommerce Wordpress กันครับ เริ่มกันเลยครับ ให้เข้าไปที่หน้าควบคุมของ Wordpress ก่อนครับ
ในรูปด้านล่างเราจะสนใจสามเมนูดังนี้

สําหรับวิธีการเพิ่มสินค้า ให้คลิกที่เมนู “เพิ่มสินค้า” ได้เลย จะพบกับหน้าจอเพิ่มสินค้า ซึ่งในหน้านี้จะมีอยู่หลายส่วนด้วยกัน ผมจะแบ่งอธิบายเป็นส่วนๆนะครับ
เรามาดูส่วนแรกกันก่อน ส่วนนี้จะประกอบไปด้วย

ส่วนที่สองคือส่วน จัดการข้อมูลของสินค้า เช่น ราคา, ส่วนลด ฯลฯ ซึ่งจะแบ่งออกเป็นแถบ เรามาดูแถบ “ทั่วไป” ก่อน ในแถบนี้จะให้เรากําหนดราคาของสินค้า ถ้าใส่ในช่อง ราคาปกติ อย่างเดียว จะเป็นราคาเต็มปกติ แต่ถ้าใส่ในช่อง ราคาที่ลด สินค้านี้จะขึ้นเป็นราคาเต็ม และราคาที่ลดแล้ว

แถบต่อไปคือ แถบ “สินค้าคงคลัง” มาดูความหมายของแต่ละหัวข้อดังนี้

ในกรณี่เราติ๊กที่ Checkbox “จัดการคลังสินค้า” จะมีช่องสําหรับใส่รายละเอียดเพื่มเติมดังรูป แต่ละช่องมีความหมายดังนี้

ส่วนที่สาม จะเป็นส่วนของการระบุคําอธิบายสินค้าอย่างย่อๆ

ส่วนที่สี่ รูของสิ้นค้า โดยจะแบ่งเป็นสองส่วนคือ

ส่วนที่ห้า เป็นส่วนที่ใช้ระบุว่าสินค้านี้อยู่ในหมวดไหน และมี tag หรือป้ายกํากับเป็นอะไรบ้าง tag หรือ ป้ายกํากับ คือ จะคล้ายๆกับ ติด tag ของ Facebook ครับ

ตําแหน่งของแต่ละส่วนจะแสดงบนหน้าสินค้าตามรูปครับ

เมื่อเรากด ปุ่ม เผยแพร่ หรือ บันทึกฉบับร่าง รายการสินค้านี้จะถูกเพิ่มไปยังหน้า สินค้า สามารถกดเข้าไปดูได้ที่เมนู “สินค้า” จะได้ออกมาประมาณนี้

ก่อนที่จะเริ่มจดทะเบียนธุรกิจจําเป็นจะต้องรู้และ เข้าใจ การดําเนินธุรกิจในแบบต่างๆ ก่อน ในบทความนี้ เราจะมาเรียนรู้ ในเรื่องของการดําเนินธุรกิจ โดยจะแบ่งออกเป็น 2 หัวข้อใหญ่ๆดังนี้
สวัสดีครับ กลับมาอีกครั้งหลังจากหายไปไม่ได้เขียน Blog นานมากๆ กลับมาครั้งนี้มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างครับชื่อเว็บเปลี่ยนจากเดิม www.thitiblog.com เป็น thiti.dev แล้วในตอนนี้ และเปลี่ยนจากเดิมที่ใช้ Wordpress มาเป็น Hugo ก็จะมาเล่าให้ฟังว่า Hugo มันคืออะไร ดีอย่างไง ทําไมถึงหันมาใช้ HugoHugo คืออะไรHugo(static site generator) เป็นเครื่องมือสําหรับสร้างเว็บ Page ที่เป็น Static file ล้วนๆ ไม่ต้องมี Database มีเฉพาะไฟล์ html, css, javascript, image ที่จริงก็มีอีกหลายเจ้า แต่ Hugo จะมีจุดเด่นในเรื่องของความเร็ว และความยืดหยุ่นในการใช้งานHugo ดีอย่างไรเมื่อเป็นเว็บแบบ Static file ทำให้สามารถใช้ Static File Hosting ธรรมดาได้เลย ซึ่งจะมีราคาที่ถูก และบางที่ก็ฟรีเนื่องจาก ไม่ต้องใช้ Database และไม่มีการประมวลผลในส่วนของ Backend เพียงแค่โยนไฟล์ออกไปเท่านั้น ทำให้เว็บเร็วมากๆทำ SEO ได้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากเป็นเว็บ แบบ Static fileหมดปัญหาเรื่องการโดน Hack เพราะเว็บทั้งเว็บเป็น Static fileข้อจํากัดของ Hugoไม่สามารถทําเว็บที่มีการเก็บข้อมูลได้ เนื่องจากไม่มี Backend และ Databaseจะต้องมี Hugo ในเครื่องที่ต้องการแก้ไขหรือ เพิ่ม Contentเมื่อมีการ Update content จะต้อง Built ก่อนทําให้ Content จะไม่ถูก Update ในทันทีสรุป Hugo เหมาะกับการสร้างเว็บแบบไหนHugo เป็น Tool สําหรับสร้างเว็บที่เป็น Static website ดังนั้นเว็บที่เหมาะจะเป็นเว็บประเภทเน้นให้บริการ Content เป็นหลัก เช่น Web blog, เว็บแนะนําสินค้า, โรงเรียน ส่วนใหญ่เว็บพวกนี้จะแสดงผลเพียงเนื้อหาอย่างเดียว อาจจะมีการ embedded forms ต่างๆ ได้ เช่น Facebook comment, Form ส่งเมล์ติดต่อสอบถาม, google analytic ฯลฯ จะง่ายในการใช้งาน และจัดการเป็นอย่างมากหลังจากที่ได้ลองเล่น ก็พบว่าเหมาะกับ Web blog ของผมเป็นอย่างมาก เพราะง่ายต่อการจัดการ ระบบไม่ซับซ้อนเกินความจําเป็นสําหรับเว็บที่เน้นนําเสนอข้อมูลเพียงอย่างเดียว และที่สําคัญเป็นมิดรกับ SEO ส่วนในเรื่อง Performance ก็ดีมากเพราะเป็น Static website เราสามารถนําเว็บของเราไปวางที่ Host ไหนก็ได้ ราคาถูก หรือไม่ก็ฟรี อย่างเช่น Google firebase hosting, netlify ฯลฯ ตอนนี้ผมจึงย้ายมาใช้งาน Hugo เป็นที่เรียบร้อย :) ถ้าท่านทําลังมองหาหรือ จะทํา Website ประเภทนี้อยู่ ก็เป็นตัวเลือกที่ดีเลยครับ
สวัสดีครับ ในบทความนี้ก็เป็น EP.10 แล้วนะครับ โดยเนื้อหาจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ Defer คืออะไร ใช้ทําอะไรสําหรับท่านใดที่ยังไม่ได้อ่าน EP.9 ท่านสามารถกลับไปอ่านก่อนได้นะครับที่นี่ Go EP.9 Go Contextมาเริ่มเรียนรู้ไปด้วยกันตามหัวข้อด้านล่างเลยครับ