สวัสดีครับ บทความนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการใช้ Docker ผ่าน Proxy เราจะมาดูถึงวิธีการ Config กันครับ ซึ่งวิธีการ Config proxy ให้กับ Docker นั้นไม่ยาก ทําตามขั้นตอนนี้ได้เลย
สร้าง Directory นี้ก่อนครับ “docker.service.d” ด้วยคําสั่ง
mkdir -p /etc/systemd/system/docker.service.d
สร้างไฟล์ “http-proxy.conf” ไว้ใน Directory ที่ถูกสร้างเมื่อสักครู่นี้ โดยใช้คําสั่ง
sudo nano /etc/systemd/system/docker.service.d/http-proxy.conf
ภายในไฟล์จะเป็นคําสั่ง Config proxy ประมาณนี้
[Service]
Environment="HTTP_PROXY=http://user:password@proxy.example.com:80/" "NO_PROXY=localhost,127.0.0.1"
Environment="HTTPS_PROXY=https://user:password@proxy.example.com:443/" "NO_PROXY=localhost,127.0.0.1"
คําอธิบาย
เมื่อเราใส่ค่า Config เสร็จแล้วก็ Save ให้เรียบร้อย Apply ค่า Config ด้วยคําสั่ง
sudo systemctl daemon-reload
Restart docker ด้วยคําสั่ง
sudo systemctl restart docker
วิธีตรวจสอบการ Config ของเราว่าถูกต้องมั้ย ด้วยคําสั่ง
systemctl show --property=Environment docker
เท่านี้ก็จะสามารถใช้งาน Docker ผ่าน Proxy ได้แล้วครับ
โดยปกติแล้วถ้าต้องการเปลี่ยนเจ้าของไฟล์ ใน ubuntu เราจะใช้คําสั่งsudo chown [user]:[group] [file or directory][user] คือ user ที่ต้องการ[group] คือ group ที่ต้องการ(จะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้)[file or directory] คือ file หรือ directory ที่ต้องการจะเปลี่ยนเจ้าของ
สวัสดีครับ ปกติเวลาเราต้องการจะติดตั้ง Software บนเครื่อง Mac ก็สามารถทําได้หลายรูปแบบ เช่น โหลด file พวก _.dmg หรือ _.pkg สําหรับติดตั้งมากดติดตั้ง หนึ่งในหลายๆแบบในการติดตั้ง Software บน Mac ที่งายก็คือการใช้งาน Brew ครับ ซึ่ง Brew จะช่วยให้เราสามารถติดตั้ง Software บน Mac ได้ในคําสั่งเดียว โดยเราไม่ต้องไปโหลด File install ลงมาบนเครื่องให้ยุ่งยาก
สวัสดีครับ ตอนนี้เป็นตอนที่8 แล้วนะครับ จะเกี่ยวข้องกับ Conditional Rendering ซึ่งก็คือการใช้ if else นั่นเอง โดย Vue ก็ออกแบบมาให้เราใช้งานได้ง่ายครับ โดยเราสามารถใส่ if else ใน Attribute ได้เลย มาดูกันครับว่า Vue ทําอะไรได้บ้าง