สวัสดีครับ ในบทความนี้เราจะมาเรียนรู้เทคนิคการเขียน JavaScript แบบมืออาชีพกันครับ ซึ่งเป็นเทคนิคเล็กๆน้อยๆที่จะช่วยให้สามารถเขียน Code ได้กระชับ และอ่านง่ายมากยิ่งขึ้น
มาเริ่มกันด้วยตัวอย่างแรกครับ
if (isTrue) {
callMethodA();
} else {
callMethodB();
}
เขียนใหม่จะได้เป็นแบบนี้ครับ
isTrue ? callMethodA() : callMethodB();
if (isTrue) {
callMethodA();
}
เขียนใหม่จะได้เป็นแบบนี้ครับ
isTrue && callMethodA();
function myFn(x) {
if (x === null) {
x = 100;
}
// Do something
}
เขียนใหม่จะได้เป็นแบบนี้ครับ
function myFn(x = 100) {
// Do something
}
const myFn = (name) => {
return `Hello ${name}`;
};
เขียนใหม่จะได้เป็นแบบนี้ครับ
const myFn = (name) => `Hello ${name}`;
ปกติเวลาเราจะปัดเศษลง หรือลบทศนิยมออกใน Javascript เราก็จะทําแบบนี้ครับ
const a = 5.894;
const num = Math.floor(a);
แต่เราสามารถเขียนใหม่แบบสั้นๆได้โดยเติม ”| 0” เข้าไปดังนี้ครับ
const a = 5.894;
const num = a | 0;
ก็เป็นเทคนิคเล็กๆน้อยๆ ลองนําไปใช้งานกันดูครับ
ขอให้สนุกกับการเขียน JavaScript นะครับ :]
สวัสดีครับ ในบทความนี้ก็เป็น EP.8 แล้วนะครับ โดยเนื้อหาจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ Channel Select Multiple Communication Operationsสําหรับท่านใดที่ยังไม่ได้อ่าน EP.7 ท่านสามารถกลับไปอ่านก่อนได้นะครับที่นี่ Go EP.7 Go Unit Testingในบทความก่อนหน้านี้เราได้เรียนรู้เรื่องการใช้งาน Go Channel กันไปแล้ว จะเห็นว่าถ้าเราต้องการส่งข้อมูลมากกว่า 1 Channel อาจจะทําเกิด blocking การทำงาน เมื่อ Channel ใด Channel หนึ่งไม่มีการรับส่งข้อมูล หรือไม่สามารถส่งข้อมูลได้อีก สิ่งที่จะมาช่วยให้โปรแกรมของเราทํางานต่อไปได้ก็คือ Select statement เรามาดูวิธีการใช้งานตามหัวข้อด้านล่างเลยครับ
หลังจากที่เราเรียนรู้ Component กันไปแล้ว ถ้ายังจํากันได้ภายใน Component มี Option ตัวนึงชื่อว่า Props ซึ่งมีหน้าที่ รับข้อมูลจากภายนอก Component เข้ามาใช้งานภายใน Component โดยจะรับข้อมูลผ่านทาง Attribute การใช้งาน Props สามารถใช้งานได้หลายรูปแบบ เราจะมาเรียนรู้ไปทีละแบบนะครับ
อาร์เรย์เปรียบเสมือนช่องสีเหลี่ยมมาเรียงต่อๆกันเป็นแถวยาว โดยแต่ละช่องจะเป็นที่สําหรับเก็บข้อมูล จํานวนของช่องที่มาเรียงต่อกันก็คือขนาดของอาร์เรย์ ในแต่ละช่องจะเป็นที่ข้อมูลได้ 1 ตัวตามชนิดของอาร์เรย์ที่ประกาศไว้