
สวัสดีครับ ในบทความนี้ก็เป็น EP.5 แล้วนะครับ โดยเนื้อหาจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ Go Routine ซึ่งเป็นเรื่องสําคัญมากในการพัฒนาโปรแกรมด้วยภาษา Go เพราะจะช่วยให้เราสามารถพัฒนาโปรแกรมที่มี Performance ที่ดีครับ
สําหรับท่านใดที่ยังไม่ได้อ่าน EP.4 ท่านสามารถกลับไปอ่านก่อนได้นะครับที่นี่ Go EP.4 Syntax ของภาษา Go
มาเริ่มเรียนรู้ไปด้วยกันตามหัวข้อด้านล่างเลยครับ
โดยปกติเมื่อเราเขียนโปรแกรมภาษา Go ตัวโปรแกรมจะ Run Code ไปทีละบรรทัดจากบนลงล่าง ซึ่งจะใช้ CPU เพียง 1 Core เท่านั้น ตามตัวอย่างนี้ครับ
package main
import (
"fmt"
"time"
)
func main() {
start := time.Now()
task1()
task2()
task3()
fmt.Println("ใช้เวลาในการ Run ทั้งสิ้น : ", time.Since(start))
}
func task1(){
time.Sleep(3 * time.Second)
fmt.Println("Task1 success")
}
func task2(){
time.Sleep(5 * time.Second)
fmt.Println("Task2 success")
}
func task3(){
time.Sleep(3 * time.Second)
fmt.Println("Task3 success")
}
// ผลลัพธ์จากการ Run
// Task1 success
// Task2 success
// Task3 success
// ใช้เวลาในการ Run ทั้งสิ้น : 11s
จะเห็นว่าในแต่ละ Task จะทํางานไปตามลําดับ ทําให้เวลารวมของการทํางานในโปรแกรมนี้คือ 9 วินาที
แต่การใช้ Go Routine คือการเขียน Code ให้สามารถทํางานหลายๆอย่างในเวลาเดียวกัน หรือสามารถ Run งานด้วย CPU 2 Core นั่นเอง หมายความว่าโปรแกรมที่เราเขียนจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น
มาดูวิธีการใช้งานตามหัวข้อถัดไปได้เลยครับ
การใช้งาน Go Routine คือเราสามารถใส่ keyword “go” ไว้หน้า Function ที่เราต้องการจะให้แยก Thread ออกไปทํางาน function นั้นจะแยก Thread ออกไปทํางานทันที ลองดูตามตัวอย่างนี้ครับ
package main
import (
"fmt"
"time"
)
func main() {
start := time.Now()
task1()
go task2()
task3()
fmt.Println("ใช้เวลาในการ Run ทั้งสิ้น : ", time.Since(start))
}
func task1(){
time.Sleep(3 * time.Second)
fmt.Println("Task1 success")
}
func task2(){
time.Sleep(5 * time.Second)
fmt.Println("Task2 success")
}
func task3(){
time.Sleep(3 * time.Second)
fmt.Println("Task3 success")
}
// ผลลัพธ์จากการ Run
// Task1 success
// Task3 success
// ใช้เวลาในการ Run ทั้งสิ้น : 6s
จากตัวอย่างด้านบนจะเห็นว่า Task2 หายไป เนื่องจาก Task2 แยก Thread ออกไปทํางานแต่ยังทํางานไม่เสร็จ แต่ Main thread ทํางานจบก่อนทําให้โปรแกรมจบการทํางาน Task2 จึงไม่ถูกทํางานต่อจนจบ
เรามาลองเปลี่ยนใหม่โดยเพิ่ม Sleep ก่อนที่จะจบโปรแกรมเพื่อรอให้ Task2 ทํางานเสร็จก่อน ตามนี้ครับ
package main
import (
"fmt"
"time"
)
func main() {
start := time.Now()
task1()
go task2()
task3()
allTime := time.Since(start) // วัดเวลาการทํางานเฉพาะ Task1, Task2, Task3 เท่านั้น
time.Sleep(5 * time.Second)
fmt.Println("ใช้เวลาในการ Run ทั้งสิ้น : ", allTime)
}
func task1(){
time.Sleep(3 * time.Second)
fmt.Println("Task1 success")
}
func task2(){
time.Sleep(5 * time.Second)
fmt.Println("Task2 success")
}
func task3(){
time.Sleep(3 * time.Second)
fmt.Println("Task3 success")
}
// Task1 success
// Task3 success
// Task2 success
// ใช้เวลาในการ Run ทั้งสิ้น : 6s
จะเห็นว่าเราได้เพิ่ม “time.Sleep(5 * time.Second)” เพื่อรอ 5 วินาที ทําให้ Task2 สามารถทํางานได้จนเสร็จ และที่สําคัญ เวลาในการทํางานของ Task1, Task2, Task3 รวมกันลดลงจาก 11s เหลือ 6s
สําหรับในการใช้งานจริงเราจะไม่ใช้ Sleep เพื่อรอแบบนี้นะครับ เราจะใช้สิ่งที่เรียกว่า Channel ซึ่งเป็นเรื่องสําคัญในการใช้งานร่วมกับ Go Routine
ขอให้สนุกกับการเขียน Code นะครับ ขอบคุณครับ
สําหรับ EP. ต่อไปจะเป็นเรื่อง Go EP.6 Go Channel เข้าไปอ่านต่อได้เลยครับ
ไฟฉาย Jetbeam รุ่น Jet-TH20 เป็นไฟฉายรุ่นที่ที่มีความสว่างสูงสุด 3,450 Lumens แสงพุ่งไกลถึง 350 เมตร จุดเด่นของรุ่นนี้คือ สามารถใช้งานได้ในขณะอุณหภูมิติดลบถึง -20°Cใช้แบตเตอรี่ขนาด 18650 หรือ CR123*2 คุณสมบัติโดยทั่วไปดังนี้
ใน nodejs express ถ้าต้องการ Response file จาก url อื่นๆ ตัวอย่างเช่น เรามี url "https://www.mydomain1.com/bg" แต่เราต้องการให้ เมื่อ Client เรียก url ดังกล่าวแล้ว ให้ไปนําข้อมูลจาก url "https://www.mydomain2.com/bg.jpg" ตอบกับไปให้ Client เราสามารทําได้ตามตัวอย่างดังนี้ครับ
เปลี่ยน permission ของ f0lder และ folder ที่อยู่ภายในทั้งหมดเปลี่ยน permission ของ filder และ folder ที่อยู่ภายในทั้งหมด สามารเปลี่ยนได้ด้วยคําสั่งนี้